ว่าด้วยเรื่องของการ “ฉี่รดที่นอน”
posted on 10 Nov 2011 01:45 by sailomfon.
.
แม้แต่ความฝันยามหลับตาพักกายใจ
จิตใต้สำนึกยังต้องฝ่าฟัน และดิ้นรนถึงเพียงนี้
ใครไม่เคยฉี่รดที่นอน ไหนยกมือโชว์ความเทพของสภาวะจิตใจ
และความอดทนอดกลั้นให้เห็นเป็นขวัญตากันหน่อย
แม้ว่าที่มาของการเกิดปัญหาฉี่รดที่นอนนี้ จะมีส่วนมากจากกรรมพันธุ์ถึงร้อยละ 85
เนื่องจากเป็นเพราะระบบประสาทและกระเพาะปัสสาวะ ยังพัฒนาไม่ดีพอ
ที่จะเก็บปัสสาวะในตอนกลางคืนเอาไว้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ประสบพบเจอสถานการณ์เช่นนี้ย่อมรู้ดีว่า
การฉี่รดที่นอนก็มาจากปัจจัยอย่างหนึ่งควบคู่มาด้วย
นั่นคือ จิตสำนึกและความซับซ้อนของระบบจิตใจ
เด็กๆ จำได้ว่าความฝันก่อนที่จะฉี่ราดเป็นอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
คือไม่ว่าเรากำลังไปไหน หรือทำอะไร
เมื่อร่างกายรู้สึกต้องการปลดปล่อยปัสสาวะที่มีอยู่เต็มกำลังออกไป
ในความฝันเราก็จะหาทางไปให้เจอห้องน้ำทันที เป็นความรู้สึกที่เหนือธรรมชาติสุดๆ
ติดตรงที่ว่าการจะเจอห้องปลดทุกข์ในความฝันนั้นช่างยากเย็นกว่าในชีวิตจริงหลายเท่า
หรือไม่ ก็เป็นโถส้วมอยู่ตรงหน้า แต่กลับหย่อนก้นลงไปไม่ได้สักที
พอโตขึ้น โลกหมุนเปลี่ยน ประสบการณ์เพิ่มพูน
พรั่งพร้อมมาด้วยทัศนคติการมองโลกที่ไม่สดใสสีลูกกวาดเหมือนเคย
ชีวิตซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งโตเงื่อนไขในการมีความสุขยิ่งมากขึ้นตามไป
เห็นได้จากความฝันล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้
จากสภาวะปกติในความฝันที่ดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น
เมื่ออาการปวดฉี่กำเริบ วิถีทางที่จะนำพาไปสู่การปลดปล่อยก็เกิดขึ้น
จากที่เคยมุ่งหน้าสู่ห้องน้ำ กลับกลายเป็นต้องผ่านด่านปราการหลายขั้นตอน
ทั้งความรู้สึกอึดอัดขัดใจ การต้องร้องขอความช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งการเดินทางไกล
ที่ไม่มีวันไปถึงห้องน้ำ(ความรู้สึกในฝัน) พอความจริงปรากฏว่าบนพื้นที่นี้จะไม่มีห้องน้ำ
ความเศร้าเร้นลึกก็ถาโถมเข้ามา เป็นพลังบางอย่างที่ทำให้รู้สึกต่ำต้อยตกต่ำ
เหมือนหาทางไปไม่ได้ ก่อนที่จะสะดุ้งตื่น
พอรู้สึกตัว ก็ยังเลือกที่จะนอนนิ่งๆ ไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำ
ความรู้สึกแวบแรกหลังจากได้สติคือ เหนื่อย ไม่ใช่กายแต่เป็นใจ
เพราะแม้แต่ความฝันยามหลับตาพักกายใจ
จิตใต้สำนึกยังต้องฝ่าฟัน และดิ้นรนถึงเพียงนี้
ต่างกับเด็กๆ ที่ทุกอย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะมีทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้า
แต่เพราะเรามองว่ามันเล็กน้อย สบายมาก ยิ้มๆ ไปกับมัน
บทเรียนนี้เป็นอีกข้อค้นพบหนึ่งในชีวิตว่าการเติบโตขึ้นมา
ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งโตอะไรๆ ยิ่งยากเย็นขึ้น ความสุขยิ่งหายากขึ้น
เพราะอัตตาในตัวถูกแรงดึงดูดของเข็มนาฬิกาพัดพาจนปลิดปลิวไป
ความสำเร็จที่ใครๆ พร่ำบอกเป็นสิ่งที่ต้องช่วงชิงมาเป็นของตน
ต่างกับความสุขจากความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเด็กไปสิ้น
พรั่งพร้อมมาด้วยทัศนคติการมองโลกที่ไม่สดใสสีลูกกวาดเหมือนเคย
ชีวิตซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งโตเงื่อนไขในการมีความสุขยิ่งมากขึ้นตามไป
เห็นได้จากความฝันล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้
จากสภาวะปกติในความฝันที่ดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น
เมื่ออาการปวดฉี่กำเริบ วิถีทางที่จะนำพาไปสู่การปลดปล่อยก็เกิดขึ้น
จากที่เคยมุ่งหน้าสู่ห้องน้ำ กลับกลายเป็นต้องผ่านด่านปราการหลายขั้นตอน
ทั้งความรู้สึกอึดอัดขัดใจ การต้องร้องขอความช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งการเดินทางไกล
ที่ไม่มีวันไปถึงห้องน้ำ(ความรู้สึกในฝัน) พอความจริงปรากฏว่าบนพื้นที่นี้จะไม่มีห้องน้ำ
ความเศร้าเร้นลึกก็ถาโถมเข้ามา เป็นพลังบางอย่างที่ทำให้รู้สึกต่ำต้อยตกต่ำ
เหมือนหาทางไปไม่ได้ ก่อนที่จะสะดุ้งตื่น
พอรู้สึกตัว ก็ยังเลือกที่จะนอนนิ่งๆ ไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำ
ความรู้สึกแวบแรกหลังจากได้สติคือ เหนื่อย ไม่ใช่กายแต่เป็นใจ
เพราะแม้แต่ความฝันยามหลับตาพักกายใจ
จิตใต้สำนึกยังต้องฝ่าฟัน และดิ้นรนถึงเพียงนี้
ต่างกับเด็กๆ ที่ทุกอย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะมีทุกอย่างกองอยู่ตรงหน้า
แต่เพราะเรามองว่ามันเล็กน้อย สบายมาก ยิ้มๆ ไปกับมัน
บทเรียนนี้เป็นอีกข้อค้นพบหนึ่งในชีวิตว่าการเติบโตขึ้นมา
ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งโตอะไรๆ ยิ่งยากเย็นขึ้น ความสุขยิ่งหายากขึ้น
เพราะอัตตาในตัวถูกแรงดึงดูดของเข็มนาฬิกาพัดพาจนปลิดปลิวไป
ความสำเร็จที่ใครๆ พร่ำบอกเป็นสิ่งที่ต้องช่วงชิงมาเป็นของตน
ต่างกับความสุขจากความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเด็กไปสิ้น